ReadyPlanet.com




ความรู้เกี่ยวกับปุ๋ย

 

..... คำว่า "ปุ๋ย" นั้น โดยทั่วไปหมายถึงวัสดุใดๆ ก็ตามที่นำมาใช้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้อาหารแก่พืช
หรือที่เรียกกันว่าธาตุอาหารที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของพืชนั้นมี 16 ธาตุ ได้แก่ ออกซิเจน ไฮโตรเจน คาร์บอน ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โปเตสเซียม กำมะถัน แคลเซียม แมกนีเซียม เหล็ก สังกะสี แมงกานิส ทองแดง โบรอน โมลิบดินัม และคลอรีน ส่วนพืชได้รับ ออกซิเจน ไฮโดรเจน และคาร์บอน จากน้ำและอากาศ ทั้งที่อยู่เหนือดินและใต้ดิน ส่วนที่เหลืออีก 13 ธาตุ นั้นพืชได้จากแร่ธาตุต่างๆที่เป็นส่วนประกอบของดิน
  ธาตุอาหารหลักหรือธาตุปุ๋ยมี 3 ธาตุ คือ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโปรเตสเซียม ธาตุอาหารใน
กลุ่มนี้พืชต้องการในปริมาณมาก และดินมักจะมีไม่เพียงพอต่อความต้องการของพืช จึงต้องเพิ่มเติมให้แก่พืชโดยการใช้ปุ๋ย
  ธาตุอาหารรองมี 3 ธาตุ คือ กำมะถัน แคลเซียม และแมกนีเซียม ธาตุอาหารในกลุ่มพืชนี้ ต้องการ
ในปริมาณมากเช่นกัน แต่ในดินส่วนใหญ่มักจะมีอยู่เพียงพอต่อความต้องการของพืช
  ธาตุอาหารเสริม มี 7 ธาตุ คือ เหล็ก สังกะสี แมงกานีส ทองแดง  โบรอน โมลิบดินัมและคลอรีน 
ธาตุอาหารในกลุ่มพืชนี้พืชต้องการในปริมาณน้อย และมัีกจะมีอยู่ในดินเพียงพอต่อความต้องการของพืชแล้ว
  ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่าการใช้ปุ๋ยคือ การที่มนุษย์พยายามเพิ่มเติมธาตุอาหารให้แก่พืชนอกเหนือจากที่
พืชได้รับอยู่แล้วโดยธรรมชาติ
ปุ๋ยแบ่งออกเป็น 2 ชนิดใหญ่ คือ ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยเคมี
  ปุ๋ยอินทรีย์ คือ ปุ๋ยที่ได้จากสิ่งมีชีวิต ได้แก่ ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยพืชสด ขี้คางคาว กระดูกป่น 
และเลือดแห้งเป็นต้น
  ปุ๋ยเคมี คือ ปุ๋ยที่ได้จากสิ่งไม่มีชีวิต เช่น จากหิน หรือแร่ธาตุต่างๆ หรือจากการสังเคราะห์ขึ้น เช่น
ปุ๋ยยูเรีย แอมโมเนียมซัลเฟต หินฟอสเฟส หรือปุ๋ยเคมีสูตรต่างๆที่ใช้กันอยู่โดยทั่วไป แม้ว่าปุ๋ยเคมีจะมีธาตุอาหารพืชอยู่มากกว่าปุ๋ยอินทรีย์ก็ตามแต่ีปุ๋ยเคมีไม่สามารถทดแทนปุ๋ยอินทรีย์ได้ทั้งหมด เพราะปุ๋ยเคมีไม่มีคุณสมบัติในการปรับปรุงโครงสร้างของดินให้โปร่งและร่วนซุยได้
  นอกจากนั้นปุ๋ยเคมีส่วนใหญ่มักจะไม่มีธาตุอาหารรอง และธาตุอาหารเสริมครบทุกธาตุเหมือน
ปุ๋ยอินทรีย์ปุ๋ยเคมีทั่วๆไปจะเกี่ยวข้องกับธาตุอาหารอยู่ 3 ธาตุ คือ ธาตุไนโตรเจน ธาตุฟอสฟอรัส และธาตุโปเตสเซียม ซึ่งทั้ง 3 ธาตุนี้ ก็คือธาตุปุ๋ยนั้นเอง จึงอาจแบ่งปุ๋ยเคมีออกตามจำนวนธาตุทีมีอยู่ในปุ๋ยได้โดยแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ ปุ๋ยเดี่ยวและปุ๋ยผสม
  ปุ๋ยเดี่ยว คือ ปุ๋ยที่มีธาตุปุ๋ยอยู่เพียงธาตุเดียว เช่น ยูเรีย มีไนโตรเจนเพียงธาตุเดียว หรือ
โปเตสเซียมคลอไรด์มีโปเตสเซียมอยู่เพียงธาตุเดียว เป็นต้น
  ปุ๋ยผสม จะ มีธาตุปุ๋ยอยู่ 2 หรือ 3 ธาตุ เช่น ปุ๋ยสูตร 16-20-0 มีธาตุไนโตรเจนและธาตุฟอสฟอรัส
เพียง 2ธาตุ ส่วนปุ๋ยสูตร 15-15-15 จะมีธาตุไนโตรเจน ธาตุฟอสฟอรัส และธาตุโปเตสเซียม ครบ 3 ธาตุเป็นต้น
  บนกระสอบหรือภาชนะซึ่งบรรจุปุ๋ยเคมีนั้นโดยปกติจะมีตัวเลขอยู่ 3 จำนวน แต่ละจำนวนจะมีขีด
คั่นกลาง เช่น46-0-0,16-20-0 หรือ 15-15-15 เป็นต้น ตัวเลขที่อยู่หน้าสุดนั้นเป็นตัวเลขแสดงเปอร์เซ็นต์ของเนื้อธาตุไนโตรเจน ตัวเลขกลางเป็นเปอร์เซ็นต์ของเนื้อธาตุฟอสฟอรัสและตัวเลขตัวหลังเป็นเปอร์เซ็นต์ของเนื้อธาตุโปเตสเซียม โดยน้ำหนักตัวเลขตัวหลังเป็นเปอร์เซ็นต์ และน้ำหนักตัวเลขทั้ง 3 จำนวนนี้เรียกว่า "สูตรปุ๋ย"ตัวอย่างเช่น
  ปุ๋ยสูตร 13-13-21 ประกอบด้วย

          เนื้อธาตุไนโตรเจน      13 กก.

          เนื้อธาตุฟอสฟอรัส     13 กก.

        เนื้อธาตุโปเตสเซียม   21 กก.

  ดัง นั้นคุณค่าของปุ๋ยจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปริมาณเนื้อธาตุอาหารที่มีในปุ๋ย นั้น และปุ๋ยที่สูตร
เหมือนกันก็ควรจะมีคุณค่าเหมือนๆกัน ไม่ว่าจะเป็นคนละชื่อหรือคนละตราก็ตาม เช่น ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ไม่ว่าจะเป็นตราใดจะให้ธาตุอาหารพืชเท่ากัน จึงควรเลือกซื้อตราที่ราคาถูกที่สุด ยกเว้นปุ๋ยที่ใช้ในนาข้าว น้ำขังซึ่งไม่สามารถใช้หลักการนี้ได้
  ปุ๋ยที่ใช้สำหรับนาข้าวน้ำขัง หรือที่เรียกว่า "ปุ๋ยนา" นั้นเป็นปุ๋ยที่มีคุณสมบัติพิเศษและจะต้องมี
ข้อความบนกระสอบปุ๋ยว่า "ถ้าใช้ปุ๋ยข้าวแนะนำให้ใช้ในนาดินเหนียว" หรือ "ถ้าใช้เป็นปุ๋ยข้าวแนะนำให้ใช้ในนาดินทราย" จึงจะเลือกซื้อมาใช้ในนาข้าวได้ ปุ๋ยที่ไม่มีข้อความดังกล่าวแม้จะมีสูตรเหมือนกัน ก็ไม่ควรนำมาใช้ในนาข้าว
  สูตร ปุ๋ยนั้นถ้านำมาถอนค่าให้เป็นเลขน้อยๆ ก็จะได้ตัวเลขชุดหนึ่งเรียกกว่า  "อัตราส่วนปุ๋ย" หรือ 
"เรโชปุ๋ย" เช่น สูตร 16-16-8 จะมีอัตราส่วนปุ๋ย 2 ต่อ 2 ต่อ 1 (2 : 2 : 1) หรือ 15-15-15 จะมีอัตราส่วนปุ๋ย 1 : 1 : 1 หรือ สูตร 16-16-16 จะมีอัตราส่วนปุ๋ย 1 : 1 : 1 เช่นกัีน  ดังนั้นปุ๋ยที่มีอัตราส่วนปุ๋ยเหมือนกันจึงสามารถใช้แทนกันได้ แต่ปริมาณการใช้จะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่ปริมาณเนื้อธาตุในปุ๋ยนั้น
  ปุ๋ย ที่มีอัตราส่วนปุ๋ยเหมือนกันจะสามารถนำมาเปรียบเทียบราคากันได้ว่า ปุ๋ยสูตรใดถูกหรือแพงกว่ากัน
เช่นปุ๋ยสูตร 15-15-15 ซึ่งมีอัตราส่วนปุ๋ย 1 : 1 : 1 ราคาตันละ 15,000 บาท และปุ๋ยสูตร 14-14-14 ซึ่งมีอัตราส่วนปุ๋ย 1 : 1 : 1 เช่นเดียวกันแต่ราคาตันละ 14,500 บาท สามารถเทียบราคาได้ว่าควรจะเลือกซื้อปุ๋ยสูตรใด
  ราคาต่อ 1 กก. เนื้อธาตุโดยเฉลี่ย = ราคาปุ๋ย 100 กก. / เนื้อธาตุทั้งหมด

          ปุ๋ยสูตร 15-15-15, ราคาต่อ 1 กก. เนื้อธาตุ = 1,500/45 = 33 บาท

          ปุ๋ยสูตร 14-14-14, ราคาต่อ 1 กก. เนื้อธาตุ = 1,450/42 = 34.5 บาท

          แสดงว่าในกรณีดังนี้เราควรเลือกซื้อปุ๋ยสูตร 15-15-15 ถึงจะคุ้มกับการลงทุน